Romance
Detective
Children's Books
Interesting Books

 

     
 
ข้อความในหน้านี้เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์แก้วกานต์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
 
     
 
องครักษ์หัวใจ
 
     
 

บทที่ 1
   
    แม้จะอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่หนาแน่นในเมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริด้า  โนแลน การ์เร็ตต์ยังพบสถานที่นับร้อยที่จะอยู่ตามลำพังได้  ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหารที่แน่นขนัด  ท่ามกลางฝูงนักท่องเที่ยวข้างเขื่อนในบ่ายวันอาทิตย์  หรือในรถมัสแตงคันเก่าของเขาบนถนนที่ว่างเปล่ายามเที่ยงคืน  เท้ากดลงบนคันเร่งให้รถพุ่งทะยานไปในเมืองที่หลับใหล  และในคืนนี้  ในบาร์สั่วๆที่กระหึ่มก้องไปด้วยเพลงลาติน  ผู้คนดื่มเบียร์กันอย่างไม่ยั้งราวกับการหายใจเอาอากาศเข้าปอด  และควันจากบุหรี่หนาพอๆกับฝุ่นที่ถูกใบพัดคอปเตอร์ตีคลุ้ง  เขาก็จัดการจนแน่ใจว่าได้อยู่เพียงลำพัง
    เสียงกระทบของไม้คิวส่งลูกพูลสิบสองลูกกระจายไปทั่วผืนผ้าสักหลาดสีเขียวเก่าๆ  เขาปิดกั้นเสียงของมันออกไปพร้อมกับเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะแหบห้าว  กลิ่นเหม็นของคราบเบียร์เก่าๆก็ถูกปิดกั้นออกไปเช่นกันขณะที่เขากระชับมือรอบแก้วเหล้าที่วางอยู่ตรงหน้าเขาบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยริ้วรอย
    เขาทิ้งตัวพิงเก้าอี้  ตวัดตามองการเชื้อเชิญอย่างโจ่งแจ้งของสาวผมบลอนด์ขาเรียวยาวที่มาพร้อมดวงตากระหายหิว  และกระโปรงหนังสีดำที่แทบปิดหว่างขาไม่มิด  ทรวงอกอวบอึ๋มที่หมิ่นเหม่อยู่กับชั้นในผ้าลูกไม้สีดำใต้เสื้อซีทรูสีขาวเบียดกระแซะเข้ากับไหล่เขายามหล่อนเดินแทรกผ่านเขาไปช้าๆ  รอยยิ้มแบบ  ฟันฉันสิ  ระบายรอบริมฝีปากสีแดงสดที่เปียกชุ่มจากลิ้นที่ตวัดออกไล้เลียเป็นนัย
    เขาปฏิเสธหล่อนด้วยแววตาเย็นชา  มันไม่เพียงทำให้รอยยิ้มของหล่อนเจื่อนลง  แต่ยังทำให้แววตาหล่อนเปลี่ยนเป็นระแวดระวังหวาดกลัว  และทำให้หล่อนรีบเดินไปอีกฟากห้อง  สิ่งที่เขาไม่คิดจะยอมให้ตัวเองแสวงหาจากเหล้านั้น  เขาแน่ใจเป็นบ้าว่าจะไม่หามันจากหล่อน...แม้หล่อนจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่า  หล่อนไม่เพียงมีราคาถูก  แต่ยังพร้อมจะให้บริการในทุกรูปแบบที่จะทำให้ทั้งคู่หลงลืมตัวไปกับมัน
    ถ้าเขากำลังมองหาการหลงลืมตนละก็  โต๊ะคงเต็มไปด้วยแก้วเปล่าสักโหลแทนที่จะเป็นแก้วเพียงใบเดียวที่ยังเต็มเปี่ยม  เขาจ้องมองเหล้าสกอตช์  จินตนาการถึงรสชาติของมันที่ปลายลิ้น  และความร้อนผ่าวน่ายินดียามมันลื่นไหลลงไปในช่องท้อง
    ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจช้าๆ  คลายนิ้วออก  และบังคับตัวเองให้มองจอทีวีขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือบาร์  ไม่ใช่ข่าวภาคค่ำหรอกที่ดึงดูดความสนใจของเขา  แต่เป็นผู้หญิงที่อ่านข่าวนั่นต่างหาก
    จิลเลี่ยน  คินเคด
    เธอเป็นลูกสาวสุดที่รักของเจ้าพ่อสื่อสิ่งพิมพ์ดาริน  คินเคด  เธอเป็นไฮโซตัวจริงของปาล์มบีช  และเป็นผู้ประกาศข่าวท้องถิ่นคนโปรดของไดแอน  ซอเยอร์  และแม้จะอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่นักข่าวอย่างแข็งขันในชุดสูทจากร้านหรูในย่านเวิร์ธอเวนิว  ซึ่งราคาของมันอาจสูงพอที่จะให้การสนับสนุนทางการเงินกับการทำรัฐประหารในโลกที่สาม  เธอก็ยังดูเหมือนแม่ยั่วเมืองในจินตนาการทางเพศของผู้ชายทุกคน
    เขารู้จักใบหน้าที่มีชื่อเสียงของเธอเป็นอย่างดีผ่านทางทีวี  รู้จักผมยาวหนาสีน้ำตาลแดงอมเหลือง  รู้จักดวงตาสุกใสที่ไล่สีได้ตั้งแต่สีน้ำทะเลไปจนถึงสีเขียวสด  เหมือนทะเลแอตแลนติกที่เปลี่ยนสีใต้ดวงตะวัน  เขารู้จักริมฝีปากเต็มอิ่มของเธอที่คอยรายงานข่าว  บ่อยครั้งที่เธอเสนอข่าวเปิดโปงที่ทำให้ผู้ชายต้องสะดุ้ง  เธอทำให้ผู้ชายที่มีจุดอ่อนกับสาวน้อยตาใสซื่อจินตนาการไปว่าริมฝีปากคู่นั้นขยับอยู่กับบางสิ่งที่ไม่เหมาะจะนำมาเป็นหัวข้อสนทนาบนโต๊ะ
    ก่อนหน้านี้  ทุกอย่างที่เขารู้เกี่ยวกับจิลเลี่ยน  คินเคด  อยู่ในแวดวงจำกัดของสื่อ  นั่นเป็นสิ่งดี  เขาไม่ต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับเธอมากไปกว่านี้  แต่จนกระทั่งเช้านี้  แฟ้มหนาที่เก็บไว้ในช่องเก็บของพร้อมกับปืนของเขาช่วยสร้างภาพสีสามมิติเกี่ยวกับตัวเธอ
    และตอนนี้ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วว่าเขาจะต้องการรู้อะไรหรือไม่ต้องการรู้อะไร
    ความเหนื่อยล้า  หนักใจ  และท้อแท้  อัดแน่นอยู่ในลมหายใจ  ชายหนุ่มลุกขึ้น  ล้วงหยิบธนบัตรจากกระเป๋าโยนลงบนโต๊ะ  เขาหันไปมองริมฝีปากของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินออกจากบาร์
    ในอีกไม่ถึงชั่วโมง  เขาจะบุกเข้าไปในเพนท์เฮ้าส์ราคาแพงที่ซิตี้เพลซของเธอพร้อมปืนเบอเรตต้าของเขา  และเมื่อถึงเวลานั้น  เขาคงนึกอยากให้ตัวเองดื่มเหล้าสกอตช์ให้หมดแก้ว
   
   
    บทที่ 2
   
    “รู้อะไรไหม  เพื่อนแท้ต้องอยู่ข้างฉันสิ  ราเชล” จิลเลี่ยนบ่นกับโทรศัพท์มือถือขณะก้าวออกจากรถลีมูซีนที่พ่อยืนกรานส่งมารับเธอจากสถานีกลับไปส่งยังที่พัก “ไม่ใช่ไปเข้าข้างพ่อฉันยังกับเขาพูดอะไรมีเหตุมีผลไปหมด”
    เธอกล่าวลากับอาเธอร์ด้วยรอยยิ้ม  และโบกมือให้อย่างเป็นมิตร  คนขับรถที่อยู่มานานของพ่อรับหน้าที่พาเธอมาส่งหน้าตึกที่พักหลังข่าวห้าทุ่มมาเป็นคืนที่สี่ติดต่อกันแล้ว  จิลเลี่ยนยอมทนเพื่อเห็นแก่อาร์เธอร์มากกว่าเห็นแก่พ่อตัวเอง  อาร์เธอร์เป็นคนน่ารัก  และเธอไม่อยากให้เขาต้องมีปัญหาเพราะเธอ
    “ก็เขามีเหตุผลจริงๆนี่นา...อย่างน้อยก็ในเรื่องนี้” เสียงของราเชล  ฮาโนเวอร์ทั้งอ่อนใจและเป็นห่วงเป็นใยขณะที่จิลเลี่ยนเดินเร็วๆผ่านเข้าประตูหน้าของอาคาร
    “สวัสดีครับ  มิสคินเคด” เอ็ดดี้  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย  เงยหน้าขึ้นจากโต๊ะทำงานในเวิ้งเล็กๆทางซ้ายของประตูใหญ่  “คืนนี้คุณกลับถึงบ้านเร็วนะครับ”
    เธอต้องชมอาร์เธอร์  เขาทำเวลาได้ดี  ถ้าเธอขับรถเอง  เธอมักถึงบ้านหลังเที่ยงคืน  อาร์เธอร์พารถซอกแซกไปตามท้องถนน  และพาเธอมาส่งในเวลาห้าทุ่มสี่สิบห้า
    “สวัสดี  เอ็ดดี้” จิลเลี่ยนก้าวเข้าไปในโถงด้านหน้าและเบี่ยงโทรศัพท์ห่างจากปากเล็กน้อย  ขณะที่ราเชลยังพูดเรื่องความเสี่ยงและคำข่มขู่ที่น่าเชื่อถือ  “เอมิลี่ยังเล่นตัวกับคุณอยู่ใช่ไหม”
    จิลเลี่ยนอาศัยอยู่ในเพนท์เฮ้าส์ของซิตี้เพลซมาสองปีแล้ว  เอ็ดดี้  เจฟเฟอรีส์  ชายหนุ่มผมบลอนด์หน้าตาดี  ผิวสีแทนแบบชาวฟลอริด้า  และรอยยิ้มสดใส  เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตอนกลางคืนอยู่ก่อนแล้วตอนที่เธอย้ายเข้ามา  ในช่วงเวลาสองปี  เขาหมั้น  แต่งงาน  และกำลังจะเป็นพ่อคนในวัยยี่สิบสาม
    เอ็ดดี้พยายามซ่อนความกังวลไว้เบื้องหลังรอยยิ้ม “ถ้าถึงอาทิตย์หน้ายายหนูยังไม่ยอมโผล่หน้ามาให้เห็น  หมอบอกว่าเขาจะให้ยาเร่งคลอด”
    “แกจะปลอดภัย” จิลเลี่ยนเดินไปที่โต๊ะทำงานของเขา  บีบแขนเขาเป็นการปลอบใจก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟต์ “ทั้งแม่และลูกจะปลอดภัย  คุณกำลังจะออกกะและกลับไปหาเธอใช่ไหม”
    เอ็ดดี้ขยับข้อมือเสื้อเครื่องแบบสีน้ำเงินเพื่อดูนาฬิกา “อีกครึ่งชั่วโมงครับ”
    “ฝากความคิดถึงไปถึงเธอด้วย”
    “ครับ  มิสคินเคด  ขอบคุณครับ”
    “ราตรีสวัสดิ์  เอ็ดดี้”
    “ราตรีสวัสดิ์ครับ  มิสคินเคด” เสียงเอ็ดดี้ดังตามหลังเธอมาขณะที่จิลเลี่ยนกดปุ่มเรียกลิฟต์
    “พ่อหนุ่มนั่นยังไม่ได้เป็นพ่อคนอีกหรือ” ราเชลถาม  ทำให้จิลเลี่ยนนึกได้ว่าเธอลืมเพื่อนไปสนิท
    “ยัง” จิลเลี่ยนก้าวเข้าในลิฟต์  กดปุ่มชั้นเพนท์เฮ้าส์ “พวกเขายังดูเด็กอยู่เลย” เธอนิ่วหน้า
    “แล้วอายุสามสิบอย่างเธอจะเรียกว่าอะไรจ๊ะ...เมธิวเซลาห์รึไง” ราเชลถามด้วยความขบขัน
    “ฉันไม่ได้กำลังจะให้กำเนิดมนุษย์อีกคนบนโลกนี่ยะ”
    “ก็ได้  ก็ได้  ว่าแต่เราออกนอกเรื่องไปตั้งแต่เมื่อไหร่  เรากำลังคุยเรื่องปัญหาของเธอนะ  หรือว่าฉันพล่ามเรื่องผู้คุกคามของเธออยู่ข้างเดียว  ขณะที่เธอเจ๊าะแจ๊ะกับพ่อหนุ่มคนเฝ้าประตูเรื่องการเพิ่มประชากรของเขา”
    “ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีกแล้ว” จิลเลี่ยนกดนิ้วตรงขมับเมื่อลิฟต์กระตุกเบาๆก่อนเคลื่อนตัวขึ้น “และมันไม่ใช่ผู้คุกคามของฉัน  ถ้าจะมีผู้คุกคามจริงๆนะ”
    ราเชลนิ่งเงียบไปนาน
    จิลเลี่ยนหลับตา  อิงสะโพกเข้ากับผนังลิฟต์  รู้ว่าความเงียบหมายถึงความห่วงใย
    “ฉันเกลียดเรื่องนี้” เธอพูดพลางถอนใจแรง “ฉันเกลียดเรื่องนี้จริงๆ”
    “ฉันรู้” เสียงราเชลอ่อนลงด้วยความเห็นใจ  แต่มันไม่ทำให้หล่อนหยุดพูดเรื่องนี้ “แล้วเธอใจอ่อนกับพ่อและเห็นด้วยกับเรื่องบอดี้การ์ดรึเปล่า”
    “เห็นด้วยงั้นเหรอ  เพื่อนรัก  จะไม่มีการคุยเรื่องนี้  จะไม่มีบอดี้การ์ด  เชื่อฉันสิ  ถ้าเธอโตขึ้นมาพร้อมการมีบอดี้การ์ดเดินตามหลังอยู่ตลอดเวลา  เธอจะรู้สึกแบบเดียวกัน  เธอจำได้นี่ว่าสำหรับฉันมันเป็นยังไง”
    เลวร้ายและน่าอับอาย  มันเป็นเช่นนั้น  มันเป็นราคาที่เธอต้องจ่ายสำหรับการเป็นลูกสาวของดาริน  คินเคด  ประตูที่ติดระบบรักษาความปลอดภัย  กล้องวงจรปิด  และบอดี้การ์ดส่วนตัว  สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาตั้งแต่เธอจำความได้
    “เขาชื่ออะไรนะ”
    “บอดี้การ์ดคนเก่าของฉันน่ะหรือ  เฮคเตอร์”
    “ใช่แล้ว  มันจะกลับมาอีกครั้ง  ใหญ่โตเหมือนประภาคาร  ไร้ความรู้สึกเหมือนนักบวช  และติดหนึบเหมือนเหงื่อในเดือนสิงหา”
    จิลเลี่ยนพ่นลมออกทางจมูก “นั่นแหละเฮคเตอร์ละ”
    ความทรงจำที่ต้องถูกเฮคเตอร์แทรกแซงชีวิตในวัยเด็กของเธอ  และความทรงจำของการเป็นเป้าหมายเรียกค่าไถ่ยอดนิยมในฟลอริด้าตอนใต้  ก่อให้เกิดความชิงชังที่จิลเลี่ยนพยายามควบคุมไว้  เธอรู้สึกเป็นผู้ถูกกระทำไม่ต่างจากการถูกลักพาตัว  เงาทะมึนของเขาตามติดอยู่ข้างหลังตลอดเวลา  เข้มงวดกับทุกสิ่งที่เธอทำ  ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัว  งานเลี้ยงวันเกิด  การเต้นรำที่โรงเรียน  การออกเดท...ทุกอย่างมาพร้อมเฮคเตอร์
    เธอไม่ได้คิดถึงวันเวลาเหล่านั้นมาหลายปีแล้ว  แต่บางอย่างยังคงอยู่กับเธอ  และกระตุ้นความรู้สึกต่อต้านในตัวเธอ
    “ฉันไม่ใช่เด็กอายุสิบหกแล้ว  แต่ฉันกลับต้องมาอยู่ตรงนี้...พยายามไม่ให้พ่อเข้ามาควบคุมอิสรภาพส่วนตัวของฉัน  มันมากเกินไป  ราเชล  มันจะไม่เกิดขึ้นอีก”
    จิลเลี่ยนได้ยินความขมขื่นในน้ำเสียงของตัวเอง  แต่ไม่สามารถควบคุมมันไว้ได้  เธอต่อสู้อย่างหนักเพื่อสร้างอนาคตของผู้สื่อข่าวทีวีที่มาจากความน่าเชื่อถือและการทำงานหนักของตัวเอง...และเธอจะต่อสู้อีกครั้งเพื่อประกันว่า  ใครก็ตามที่ทิ้งข้อความไว้ในเครื่องรับโทรศัพท์ของเธอ  และส่งอีเมลข่มขู่เธอ  จะไม่ทำให้เธอต้องสูญสิ้นการควบคุมชีวิตตัวเอง  เธอทำงานหนักเพื่อมาถึงจุดนี้
    “เขาก็แค่เป็นห่วง” ราเชลเตือน  ดึงเธอกลับมาสู่ปัจจุบัน “ถ้าเป็นพ่อฉันก็ต้องทำแบบเดียวกัน”
    “ฉันเข้าใจเรื่องความห่วงใย” เธอบอก “แต่เขาน่าจะคิดสิว่าฉันรู้ว่าจะต้องจัดการกับตัวเองยังไง  ซิตี้เพลซไม่ใช่กระท่อมชายหาด  ฉันเลือกที่นี่เพราะมันมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด  แล้วฉันก็ยังมีมาตรการอื่นอีก  ตอนที่ฉันซื้อปืนกระบอกนั้นเมื่อหลายเดือนก่อน  ฉันหัดใช้มัน  ฉันไม่จำเป็นต้องมีพ่อมาคอยแทรกแซงหรือขัดขวางการตัดสินใจเรื่องป้องกันตัวเองของฉัน”
    เธอเริ่มรู้สึกปวดตุบๆในหัว  เรื่องนี้ไม่ใช่แค่อิสรภาพของเธอ  เธอต้องต่อสู้มาตลอดชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าค่าของเธอไม่ได้วัดด้วยเงินที่มาพร้อมกับชื่อดาริน คินเคด  จนถึงตอนนี้เธอก็ยังคงต่อสู้อยู่  แต่อย่างน้อยเธอก็คิดว่าการทำสงครามกับนิสัยช่างปกป้องจนเกินเหตุของเขาจบลงแล้ว
    “พระเจ้า  ฉันไม่น่าบอกเขาเรื่องการข่มขู่นั่นเลย” เธอพึมพำ  และหยุดความคิดของตัวเอง  รู้ตัวว่าเธอเข้าใกล้การโอดครวญอย่างน่าอันตราย “ก็แค่เรื่องตลกทุเรศๆของพวกโรคจิต”
    “ความตายบวกการข่มขู่ไม่เท่ากับตลกในสมการของฉัน  เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าฉันจะขอโทษที่เป็นคนเสนอให้เธอบอกเรื่องนี้กับพ่อ  ฉันคงไม่เป็นเพื่อนแท้” ราเชลเสริม  เลียนเสียงของจิลเลี่ยนก่อนหน้านี้ “ถ้าฉันไม่ทำ”
    “ฉันรู้” จิลเลี่ยนรับ  รู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาในทันใด “และฉันไม่ได้ตำหนิเธอ  เธอเป็นเพื่อน  ราช  ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงถ้าไม่มีเธอ”
    “ใช่  มันช่วยได้มากเลยที่ฉันผสมมาร์ตินี่ได้สุดยอด” เพื่อนผู้สมคบคิดกระทำความผิดด้วยกันมานานพูดยิ้มๆ
    หลายปีที่ทั้งคู่มีกันและกัน  เพื่อน  คู่คิด  พันธมิตร  ราเชลถึงกับพยายามคัดตัวเข้าทีมชาติยิมนาสติกของอเมริกาในปีที่จิลเลี่ยนได้ร่วมทีมชาติ  เมื่อไม่นานมานี้  จิลเลี่ยนเป็นกำลังใจให้ราเชลผ่านการหย่าร้างอันเลวร้ายที่สั่นสะเทือนวงสังคมของปาล์มบีชและทำให้ราเชลหัวใจสลาย  นั่นคือเมื่อหกเดือนก่อน  และราเชลยังอยู่ระหว่างการทำใจ
    ลิฟต์หยุดอย่างนุ่มนวล  เมื่อประตูเลื่อนเปิดออกอย่างเงียบกริบ  จิลเลี่ยนก็ก้าวออกไปบนทางเดินสลัวปูด้วยพรมสีแดงเข้ม
    “เธอยังอยู่ในสายรึเปล่า” จิลเลี่ยนถามหลังจากอีกฝ่ายเงียบไปนาน
    “ยังอยู่” เสียงราเชลอ่อนลง “และเธอเองก็เป็นเพื่อนของฉันเหมือนกัน  ฉันแคร์  และฉันเป็นห่วง  รู้มั้ย”
    ใช่  จิลเลี่ยนรู้  มิตรภาพอันยาวนานของทั้งคู่เป็นสิ่งหายากในสังคมวัตถุนิยมแบบปาล์มบีชซึ่งคบหากันแบบผิวเผินและเสแสร้ง  ความริษยาที่แฝงอยู่ในใจ  การชิงดีชิงเด่น  และอัตตาของแต่ละคนเป็นสิ่งไร้สาระ  และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้จิลเลี่ยนแยกตัวจากสังคมคนรวย  แม้เธอจะแปลกใจที่ราเชลเหมือนจะพบความสบายใจจากการเป็นส่วนหนึ่งของมัน  เธอก็ไม่เคยตั้งคำถามกับเจตนาของเพื่อน
    การเป็นนักข่าวโทรทัศน์ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเสียทีเดียว  ถ้าจิลเลี่ยนไม่ต้องต่อกรกับความลังเลของโปรดิวเซอร์เรื่องการเอาข่าวเชิงสืบสวนของเธอออกอากาศ  หรือเปิดศึกชิงเวลาใช้ห้องส่งกับเอริก้า เกรย์  ผู้พยากรณ์อากาศ  แกรนท์ เวลลิงตัน เพื่อนร่วมงานของเธอ  ก็จะต้องทำตัวเป็นหอกข้างแคร่ของเธอ
    “เธอเห็นที่แกรนท์ทำคืนนี้ไหม” จิลเลี่ยนถามเพื่อดึงการสนทนาออกจากเรื่องข้อความและอีเมลข่มขู่
    “เธอหมายถึงช่วงสุดท้ายที่เขาล้ำเส้นเธอเพื่อให้เธอหน้าแตกกลางอากาศน่ะหรือ  ใช่...แต่ฉันสังเกตเห็นก็เพราะฉันคอยจ้องจับผิดอยู่หรอก  เธอกลบเกลื่อนมันได้ดี”
    “ผู้ชายคนนั้นเป็นอะไรของเขานะ” จิลเลี่ยนกดรหัสบนแผงระบบรักษาความปลอดภัย  และเมื่อไฟสีเขียวสว่างขึ้น  เธอจึงเปิดประตูเพนท์เฮ้าส์  ทันทีที่เข้ามาในห้อง  เธอกดปุ่มล็อค  สลัดรองเท้าส้นสูงสีแดงของเฟอร์รากาโม่ออกพร้อมกับครางด้วยความสุข
    “นอกจากความจริงที่ว่าเขาเป็นดาวเด่นที่รู้ตัวว่ากำลังจะตกกระป๋อง  เป็นคนหลงตัวเอง  และเป็นไอ้ลูกหมาเฮงซวยน่ะหรือ”
    คำบรรยายที่เหมาะเจาะและไม่ไว้หน้าของราเชลที่มีต่อแกรนท์  เวลลิงตันทำให้เธอหัวเราะได้ในที่สุด “ใช่  นอกจากพวกนั้น  ฉันไม่ได้อยากจะแย่งงานของเขาสักนิด” เธอเสริมเสียงเครียด “ทำไมสมองที่เต็มไปด้วยอัตตาของเขาถึงไม่ยอมรับรู้เสียที”
    เธอเปิดไฟในโถงด้านหน้า  ถอดเสื้อแจ็คเก็ตผ้าลินินสีแดงเข้มพาดไว้กับพนักโซฟาสีน้ำเงินเข้มเมื่อเดินผ่าน  กระเบื้องจากอิตาลี่สีขาวให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำใต้เท้าเปล่า
    “เธอไม่จำเป็นต้องอยากแย่งงานของเขา” ราเชลยืนยัน “แค่เธอปรากฏตัวก็ทำให้เขารู้สึกถูกคุกคามแล้ว”
    จิลเลี่ยนเปิดสวิตช์ไฟเหนือเคาน์เตอร์ครัว  แสงไฟอาบผนังสีเหลืองมะนาวของครัว  และสาดเงาลงบนบริเวณห้องอาหารและห้องนั่งเล่น “ฉันไม่ได้คุกคามใคร  ฉันไม่เคยคุกคามคนอื่น”
    “ก็จริง” ราเชลเห็นด้วย  และเสริมอย่างมีความหมาย “มีแต่คนอื่นคุกคามเธอ”
    “แหม  โยงกลับมาเรื่องนั้นได้เก่งจริงนะ” จิลเลี่ยนหยิบขวดไวน์ชาร์ดอนเนย์ที่เธอเปิดไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนจากตู้เย็น “แต่เราจะไม่คุยเรื่องการคุกคามหรือจดหมายข่มขู่  หรือบอดี้การ์ดกันอีก  คาพี
    “คำพูดนั้นจะได้ผลดีกว่านี้มากถ้าเธอเป็นคนอิตาลี”
    จิลเลี่ยนหัวเราะ “ฟ้องฉันสิ”
    “เธอกำลังถูกฟ้องอยู่แล้ว” ราเชลเตือนด้วยเสียงยิ้มๆ
    จิลเลี่ยนใช้สะโพกดันตู้เย็นปิด “ใช่  แต่นั่นจะหมดไปเมื่อเริ่มการดำเนินคดี”
    เธอหนีบโทรศัพท์ไว้กับซอกไหล่  และเริ่มเปิดจุกขวด  จากนั้นจึงหยิบแก้วไวน์จากตะแกรงแขวนใต้ตู้เก็บของ
    “ว่าแต่มันจะเริ่มเมื่อไหร่ล่ะ”
    “การดำเนินคดีสมาชิกสภาหญิงอะบรามสันน่ะหรือ  เดือนหน้า” เธอรินไวน์ลงไปสามในสี่แก้ว
    “น่าจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ”
    “เราต่างก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ” จิลเลี่ยนจิบไวน์ “นี่แน่ะ  เพื่อนรัก  ฉันเหนื่อยจังเลย  ฉันคิดว่าจะไปอาบน้ำและเข้านอน  สุดสัปดาห์ไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้มาก่อน  เธอคิดว่าจะทำอะไรบ้างล่ะ”
    “ก็เหมือนเคยแหละ”
    ซึ่งหมายถึงราเชลมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมขององค์กรการกุศลแองเจิลส์ออฟแชริตี้
    “ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง”
    “ก็ดี”
    จิลเลี่ยนได้ยินความเหนื่อยล้าในน้ำเสียงของราเชล “เธอทำงานหนักเกินไป”
    “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองไปหน่อยรึเปล่า”
    “ก็ได้  ถ้าอย่างนั้นเราทั้งคู่ต่างทำงานหนักเกินไป  แต่อย่างน้อยสุดสัปดาห์นี้ฉันก็อยู่บ้าน  ฉันจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับข่าวชายผู้ถูกลืม  และฉันจะทำเหมือนตัวกราวด์ฮ็อกเชียวละ  จะไม่โผล่หน้าออกไปจนกว่าจะเห็นเงาตัวเอง...หรือจนกว่าจะวันจันทร์  ซึ่งอาจโชคร้ายมาถึงเร็วเกินไป  และเรายังมีนัดกินอาหารเที่ยงกันวันอังคารอยู่ใช่ไหม”
    “เที่ยงตรง  โฟร์ซีซั่น  แล้วเจอกัน  อย่าเพิ่งโมโหนะ...เธอล็อคประตูเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
    จิลเลี่ยนยิ้ม “เจ้าค่ะ  คุณแม่”
    “ไปพักผ่อนซะ”
    “เธอด้วย  บาย”
    “บาย”
    จิลเลี่ยนกดปุ่มตัดสาย  วางโทรศัพท์ไว้บนเคาน์เตอร์แกรนิตสีดำ  และจิบไวน์
    “บีโนะ  น้ำทิพย์ของเทพเจ้า” เธอพึมพำพลางถอนใจ
    หญิงสาวหมุนคอไปมาเพื่อคลายความตึงเครียดของช่วงบ่า  แล้วจึงเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น  ชะงักเมื่อเห็นไฟกะพริบสีแดงบนเครื่องรับโทรศัพท์  เธอเดินต่อไปที่ห้องนอน  มุ่งมั่นที่จะไม่สนใจมันและความพรั่นพรึงเล็กน้อยต่อข้อความที่อาจรอเธออยู่ในเครื่อง  เธอจิบไวน์และดึงชายเสื้อออกจากกระโปรงระหว่างเดิน
    ในเวลาแบบนี้  เมื่อเธอเหนื่อยและ...
    เธอหยุดความคิด  หยุดเดิน  หัวใจเต้นรัวขึ้น
    เธอยืนนิ่งอยู่ตรงประตูห้องนอน  เงี่ยหูฟังเสียง  แน่ใจว่าเธอได้ยินอะไรบางอย่าง...อาจเป็นในครัว  เธอรออยู่ครู่ใหญ่...ได้ยินเพียงเสียงของความเงียบ  ในที่สุดก็ผ่อนลมหายใจที่กลั้นไว้เมื่อสรุปว่ามันเป็นแค่เครื่องทำน้ำแข็งปล่อยน้ำแข็งลงมา  หรือเสียงอื่นที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย
    เธอสลัดความรู้สึกไม่สบายใจและความโกรธที่มาพร้อมกับมัน...ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงก็เพราะคนบ้าบางคนทำให้เธอตกใจกับคำขู่ฆ่า...เธอบังคับตัวเองให้หยุดคิดเรื่องนั้น  และคิดเรื่องที่ค้างไว้
    ในเวลาแบบนี้ที่เธอปรารถนาอยากมีใครสักคนให้กลับบ้านมาหา  ใครสักคนที่จะช่วยคลายความปวดเมื่อยที่ไหล่  ใครสักคนที่จะยินดีที่ได้เห็นหน้าเธอ  ทักทายเธอด้วยไวน์สักแก้ว  แล้วก็พาเธอไปที่เตียงเพื่อเซ็กซ์ที่งดงาม  เร่าร้อนจนเหงื่อชุ่มโชก
    “หมาสักตัวกับหมอนวดหญิงประจำบ้านจะช่วยแก้ปัญหาสองข้อแรกได้” เธอคิด  ส่วนอีกสองข้อ...เธอถอนใจแรง  สองข้อนั้นห่างหายไปนานเกินกว่าจะอยากคิดถึง  ความจริงเซ็กซ์ที่เร่าร้อนจนเหงื่อชุ่มไม่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเลย  เซ็กซ์ที่สุภาพพึงใจละก็ใช่  และไม่เป็นที่จดจำเสียจนเธอจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายน่ะเป็นเมื่อสี่หรือห้าปีที่แล้วกันแน่  เธอไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้นเช่นกัน
    เหมือนที่เธอไม่อยากคิดถึงคำขู่ฆ่า
    แต่เธอคิดถึงมัน...อีกครั้ง  เธอคิดถึงมันอยู่บ่อยๆ  แม้จะพยายามไม่คิดถึง  มันเริ่มรบกวนเธอ  แม้แต่ในบ้านของตัวเองเธอยังรู้สึกหวาดระแวง...และเธอไม่ชอบมัน
    อาการสะท้านที่หยุดไม่ได้แล่นปราดไปตามสันหลังเมื่อนึกถึงข้อความชวนขนหัวลุกแรกที่ถูกทิ้งไว้ในเครื่องรับโทรศัพท์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน
   
    “ดวงดาวเจิดจ้าบนนภาในคืนนี้
    ขอให้ความปรารถนาของฉันเป็นจริง
    ฉันปรารถนาให้เธอตาย  จิลเลี่ยน
    แล้วเธอล่ะปรารถนาสิ่งใด”

    เสียงนั้นเยือกเย็น  ระบุเพศไม่ได้  เกือบเหมือนเสียงของเด็ก  แต่ไม่มีเด็กคนไหนจะถ่ายทอดความเกลียดแค้นชิงชังได้ขนาดนี้  ข้อความที่สอง  ซึ่งมีเนื้อความแบบเดียวกัน  ถูกส่งไปที่อีเมลของเธอในที่ทำงาน  และตำรวจยังตามแกะรอยไม่ได้
    เธอมองไปทางห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้ากระด้าง  เธอไม่ได้เห็นเครื่องรับโทรศัพท์  แต่ในใจเธอเห็นภาพไฟสีแดงที่กะพริบเป็นจังหวะราวกับจะเยาะหยัน  เธอเกลียดตัวเองที่ตื่นกลัวเมื่อคิดว่าอาจมีข้อความอื่นรอเธออยู่ในเครื่อง  และเกลียดมากยิ่งขึ้นที่เธอขี้ขลาดเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้นั้นทันทีที่เดินเข้ามาในห้อง
    “มีวิธีเดียวที่จะจัดการกับเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ” เธอพึมพำ  ยังเพ่งมองเครื่อง
    เธอบังคับตัวเองให้เดินกลับไปห้องนั่งเล่น  เครื่องรับโทรศัพท์ยังส่งแสงล้อเลียนเธออยู่เงียบๆบนโต๊ะ  ตัวเลขบนหน้าจอที่กะพริบอยู่เป็นเลขห้า
    เธอเดินไปกดปุ่ม  ประสานแขนไว้ใต้อก  และรอด้วยความเครียด  สองสายแรกถูกวางสายไปเฉยๆ...พวกขายของทางโทรศัพท์อย่างไม่ต้องสงสัย  สายที่สามเป็นสมุห์บัญชีโทร.มาเตือนให้เธอยื่นเอกสารประจำไตรมาสไปให้
    สายที่สี่มาจากสตีเวน  ฟาวเลอร์
    “จิลเลี่ยน...ได้โปรดโทร.กลับหาผม  หนึ่งเดือนแล้วนะที่คุณไม่โทร.กลับหรือตอบอีเมลของผม  คุณไม่ยอมให้ผมพบหน้าคุณ  ได้โปรด  เราแก้ไขเรื่องนี้ได้ถ้า...”
    เธอกดปุ่มลบข้อความโดยไม่ฟังจนจบ  คนสารเลว  เขาหลอกเธอ  ทำให้เธอคิดว่าทั้งสองอาจมีอนาคตร่วมกัน  เขาต้องใช้เวลาสองเดือนกว่าจะอ้าปากบอกเธอว่ามีภรรยาและลูกอยู่ในชิคาโก...และนั่นคือหลังจากภรรยาเขาโทร.มาหาจิลเลี่ยน  และขู่ที่จะทำให้เธอตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งของ เนชั่นแนลเอนไควเรอร์  และหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ทุกฉบับ
    จิลเลี่ยนหวาดกลัว  เธอไม่ใช่พวกชอบทำลายครอบครัวคนอื่น  แต่เธอเป็นคนโง่
    ใช่สิ  เขามีแผนจะหย่ากับภรรยา  ใช่สิ  เขาตั้งใจจะบอกให้จิลเลี่ยนรู้ถึง ‘ความยุ่งยาก’ของเขาให้เร็วกว่านี้  แต่ให้ตายเถอะ  เวลาเหมาะๆนั้นไม่เคยมาถึง
    รอไปจนชาติหน้าก็คงไม่มาถึง
    เธอรีบสลัดความอับอายและเจ็บปวดจากประสบการณ์ในครั้งนั้น  แล้วกดปุ่มฟังข้อความสุดท้าย
    “จิลเลี่ยน...นี่พ่อนะ  เราต้องคุยกัน  ช่วยโทร.หาพ่อด้วย”
    ความโล่งใจที่ไม่พบข้อความข่มขู่ในโทรศัพท์กลืนหายไปกับความรู้สึกสับสนที่มีต่อพ่อ  เธอรักเขา...แต่เธอไม่คิดจะตามใจเขาเรื่องนี้  เขาต้องเลิกเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตของเธอเสียที
    และเธอต้องเลิกปล่อยให้คำขู่เข้ามาบงการความคิดของเธอได้แล้ว
    หญิงสาวเดินกลับเข้าห้องนอน  วางแก้วไวน์ไว้บนโต๊ะข้างเตียง  ถอดเสื้อออก  และอ้อมมือไปด้านหลังเพื่อปลดซิปกระโปรง  จากนั้นจึงถอดเสื้อชั้นใน  เธอถอนใจขณะลูบมือไปตามรอยใต้ทรวงอกที่เกิดจากโครงของเสื้อชั้นใน
    หลังจากจิบไวน์อีกอึก  และเตือนตัวเองให้ “เบาๆหน่อย  คินเคด” เธอก็ละไวน์ที่เหลืออีกครึ่งแก้วไว้ดื่มก่อนนอน  และเดินเข้าห้องน้ำ
    หญิงสาวเปิดฝักบัว  ถอดกางเกงชั้นใน  และเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเพื่อเปิดเครื่องเสียง  จิลเลี่ยนสอดแผ่นซีดีเข้าในเครื่อง  เปิดเสียงให้ดังขึ้น  และเดินกลับเข้าห้องน้ำ
    เสียงหนึ่ง...ที่ไม่คุ้นเคยและผิดแปลก...ทำให้เธอชะงัก  หญิงสาวยืนนิ่ง  มือหนึ่งแตะที่ประตู  หัวใจเต้นรัวเมื่อเอียงคอฟัง  แล้วจึงสบถ
    ไม่มีอะไร  ไม่มีอะไรที่ผิดปกติภายใต้จังหวะเร้าใจของกีตาร์  และเธอต้องเลิกปล่อยให้เรื่องไร้สาระนี้ทำให้เธอขวัญเสีย  เธออาศัยอยู่ในตึกที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูง  ไม่มีทางที่ใครจะบุกรุกเข้ามาในเพนท์เฮ้าส์ของเธอได้  ถ้ามีใครเข้ามาก็จะทำให้สัญญาณเตือนภัยทำงาน  และป่านนี้ก็ต้องมีรถสายตรวจเข้ามาจอดหน้าตึก  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่วนตัวจะต้องกรูเข้ามาในตึกพร้อมอาวุธครบมือ
    จิลเลี่ยนบังคับหัวใจตัวเองให้สงบลง  และเดินเข้าในคอกฝักบัว  เงยหน้าขึ้นรับละอองฝอยน้ำอุ่น  เธอสระผมด้วยแชมพูที่มีกลิ่นของป่าดิบชื้นและดอกไม้เมืองร้อน  อยากให้ตัวเองไม่ได้ดูหนังรอบดึกสัปดาห์ก่อน  แม้จะเป็นหนังขาวดำ  แต่ภาพคอกฝักบัวในเรื่องไซโคก็ทำให้หนาวเยือกได้...อาจยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเพราะการขาดสีสันของหนัง
    ภาพเลือดสาดกระจายเต็มผนังคอกฝักบัวในห้องน้ำของเบทส์โมเต็ลผ่านเข้ามาในใจเธอขณะที่ยืนอยู่ในนั้น  เปลือยเปล่าและไร้การป้องกันตัวโดยสิ้นเชิง  และยิ่งช่วยกระตุ้นความเครียดเขม็งที่เธอเริ่มเกลียด
    เธอบังคับตัวเองให้ฮัมเพลงตามซีดี  มุ่งมั่นกับการฟอกสบู่ทั่วตัว  มันเหมือนการทดสอบอย่างหนึ่ง  ถ้าเธอบังคับตัวเองให้ยืนอยู่ในนั้นได้ห้านาทีเต็ม  ลูกสมุนนิรนามของนอร์แมน  เบทส์จะเบื่อกับการรอคอย  เก็บมีดหั่นเนื้อ  และเลิกยุ่งกับลำคอของเธอ
    จิลเลี่ยนพ่นลมออกจากจมูกกับความคิดไร้สาระของตัวเอง  ล้างสบู่ออกจากตัวและปิดก๊อก
    ผ้าเช็ดตัวสีขาวหนานุ่มพาดอยู่บนตะแกรงอุ่น  เธอหยิบมันมาพันตัวและเหน็บชายผ้าไว้ตรงร่องอก  เธอหยิบผ้าอีกผืนมาเช็ดผม  ยังไม่ชินกับสีผมใหม่ที่ยอมให้วิคเตอร์กล่อมเธอให้ย้อมเมื่อสัปดาห์ก่อน
    “คุณต้องสร้างลุคใหม่ให้ตัวเองนะ  ที่รัก” ที่ปรึกษาด้านความงามของเธอ...หรือ  อย่างที่ราเชลมักเอ่ยถึงเขาด้วยน้ำเสียงรักใคร่  ช่างผมครึ่งหญิงครึ่งชายของเธอ...ประกาศด้วยสีหน้ากระเง้ากระงอดเมื่อเธอแวะไปตัดผม “ฉันกำลังคิดถึงสีน้ำตาลแดงที่เก๋ไก๋และสง่าอยู่ในที  คุณว่ายังไง  บอกสิว่าคุณเห็นด้วย”
    เธออยู่กับผมสีน้ำตาลมานาน “ทำไมจะไม่ล่ะ” เธอยิ้มให้วิคเตอร์ “ลงมือได้เลย”
    เธอควรเปลี่ยนแปลงเสียบ้าง  และทันทีที่โปรดิวเซอร์ของเธอ  ไดแอน  ไคลน์เมเยอร์  หายจากอาการตกใจ...ไดแอนไม่ชอบให้โลกของหล่อนสั่นคลอนแม้เพียงน้อยนิด...หล่อนก็เห็นด้วยกับมัน
    “ทำให้คุณดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น” ไดแอนบอก “มันจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือกับกลุ่มผู้ชมข่าวที่เป็นผู้ใหญ่”
    “ฉันไม่เคยรู้ว่าความน่าเชื่อถือของฉันมีปัญหา”
    “ไม่ใช่แบบนั้น  จิลลี่” ไดแอนรีบปลอบ  และผ่อนคลายลงเมื่อเห็นจิลเลี่ยนยิ้มกว้าง “คุณเองก็รู้ว่าไม่ใช่  แต่การเสริมสร้างพลังก็ไม่เสียหายอะไรนี่  จริงไหม”
    “ช่าย” เธอพูดพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความงุนงง  และนึกสงสัยในกระบวนการทางความคิดของไดแอนอย่างที่เป็นอยู่บ่อยๆ  ไดแอนเป็นคนฉลาดอย่างไม่ต้องสงสัย  และเธอยังเป็นคนเยือกเย็น...โดยเฉพาะก่อนออกอากาศและระหว่างการวัดคะแนนนิยม
    ไอน้ำค่อยๆระเหยออกจากกระจกเงาในห้องน้ำ  จิลเลี่ยนเสยนิ้วผ่านเรือนผมเปียกชื้น  ขยับสะโพกเข้ากับจังหวะของเพลง
    เธอมองใบหน้าตัวเองอย่างพินิจ  เธอกำลังมองหญิงสาวที่จะมีอายุสามสิบเอ็ดในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า  อย่างที่ราเชลพูดไว้  เธอยังไม่แก่  แต่คืนนี้ริ้วรอยของวัยแสดงออกชัดเจน  เธอนอนไม่พอในระยะหลัง  เชลลี่ตอกย้ำเรื่องนี้กับเธออีกครั้งก่อนออกอากาศ  เมื่อหล่อนต้องมาแต่งหน้าให้จิลเลี่ยน  มีรอยคล้ำใต้ตาจากความเหนื่อยล้า  เธอแตะปลายนิ้วลงบนผิวนุ่มขณะยื่นมืออีกข้างไปหยิบกระปุกครีมทาตา...และชะงัก
    เงาหนึ่งเคลื่อนเข้ามาช้าๆทางด้านหลังเงาของเธอในกระจกฝ้ามัว
    จิลเลี่ยนหมุนตัวกลับ  เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจอัดแน่นอยู่ในลำคอ  และภาวนาให้เธอคิดไปเอง
    ไม่มีอะไร
    เธอผ่อนลมหายใจขาดห้วง
    ไม่มีอะไร
    แล้วเขาก็ขยับเข้ามาใต้วงของแสงไฟ
    พระเจ้า
    และเธอภาวนาให้เขาทำมันอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นการปรานี
    ดวงตาที่ประสานตาเธอเป็นสีฟ้าคมกริบและเย็นชาพอกับน้ำแข็งขั้วโลกจนทำให้หัวใจเธอสะดุด
    ตาย
    คำนั้นพุ่งผ่านใจเธอเหมือนลูกกระสุน  เช่นเดียวกับภาพเบทส์โมเต็ลที่มีเลือดสาดไปทั่ว...เพียงแต่เป็นร่างของเธอที่ถูกเชือดและเสียบเหมือนตุ๊กตาที่ถูกควักไส้  เลือดของเธอไหลทะลักลงไปในท่อระบายน้ำแทนที่จะเป็นเลือดของเจเน็ต  ลีห์
    เวลาหยุดนิ่งขณะที่เธอจ้องมองสายตาสงบนิ่งจนชวนขนหัวลุกของเขา  เธอไม่เห็นความปรานีในดวงตาของเขา  มีเพียงความมุ่งมั่นเลือดเย็น  ความมุ่งมั่นที่ไร้ความรู้สึก
    แรงกดปวดร้าวในอกเธอขยายตัว  เหมือนจะระเบิดเมื่อความจริงที่น่าสะพรึงกลัวผุดพลุ่งขึ้นมา
    จะมีคนพบศพของฉันในตอนเช้า

 
     
   
     
 
 
Main Page Contact Us News Web Board Contact Us Site Map Links